----------------------------------------------------
เราจูงมือก้าวข้ามผ่านสิ่งที่ต้องฝ่าฟันมาด้วยกัน.............
..................แต่ไม่นาน ชั้นคงต้องปล่อยมือของนายแล้วเดินไปคนเดียว?
----------------------------------------------------
“ห๊า!!!”
ตอนนี้ไม่รู้ยูอิจิควรจะผิดหวังดีรึว่าตกใจดี แต่ที่รู้ทั้งสองอย่างมันประดังประเดมารวมกันหมด ยูอิจิตกใจกับเรื่องล็อกชื่อมากกว่าจะมานั่งถามว่านี่มันไม่ใช่การสารภาพรักหรอกหรือ? ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นมาเต็มตัวแล้วมองจ้องอุเอดะจนตาแทบจะหลุดออกจากเบ้า ล็อกชื่อ? นี่มันหมายความว่าไง ทำไมเค้าเองไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย ทั้งๆที่ทุกเรื่องจินจะต้องบอกเค้าหมด
“ชั้นเองก็ไม่ได้อยากจะทำ แต่ว่าเค้าขอร้องชั้นมา เค้าบอกว่า.....อยากจะให้มันเป็นสิ่งสุดท้ายที่เค้าจะทำเพื่อคนที่เค้ารัก ชั้นเองก็ปรึกษากับหลายๆฝ่ายเหมือนกัน แล้วเค้าก็ตกลงตามที่อาคานิชิต้องการกันหมด”
“แต่ทำไมคุณไม่ปรึกษาผมเลย ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าความจริงอาคานิชิได้เป็นนักแสดงในสังกัดของคุณใช่มั้ย”
“...................................”
“ใช่มั้ยเล่า!!”
“อืม.................”
ยูอิจิแทบลมจับ คิดถูกแล้วที่มาหยุดอยู่ตรงโซฟา เพราะแค่ได้ฟังยูอิจิก็ทรุดนั่งลงไปอย่างหมดแรง จินทำอะไรไม่ปรึกษา แล้วแถมยังทำอะไรโดยพลการอีก นี่ไม่เห็นหัวเค้าแล้วใช่มั้ยถึงคิดจะทำอะไรก็ทำ
“งั้นแสดงว่าคุณกับอาคานิชิก็รู้จักกันมาตั้งนานแล้วใช่มั้ย”
“ก็....ไม่เท่าไรหรอก แค่ก่อนการคัดเลือกไม่กี่วันเท่านั้นเอง”
ควรจะอยู่ในอารมณ์ไหนนะตอนนี้ จะหึงรึจะโกรธคนทั้งคู่ดี เล่นอะไรกันสองคนไม่บอกกันบ้างเลย แล้วนี่ที่มาทำสนิทด้วยอย่าบอกนะว่าเพื่อให้ชั้นตายใจแล้วก็จะได้สารภาพเรื่องพวกนี้ได้ไม่ขัดเขินน่ะ บ้าชัดๆ
“ไม่แปลกใจเลย ทำไมคุณถึงชอบทะเลาะกับคาเมะ แล้วแถมยังชอบกระทบกระเทียบให้เค้ากดดันเล่น”
ยูอิจิจ้องคนตรงหน้าเขม็ง เป็นครั้งแรกที่อุเอดะดูเหมือนจะไม่กล้าสบตายูอิจิโดยตรง เพราะรู้ตัวว่าผิด ก็เลยไม่อยากที่จะต่อว่าอะไรเค้ากลับอีก
“ก็เพราะทางบริษัทเค้าจะให้คาเมะเข้าสังกัดเร็วแบบนี้ไง ชั้นเลยรู้สึกกังวลมาก กลัวว่าถ้าคาเมะรู้ข่าวจะต้องรู้สึกผิดกับอาคานิชิมากขึ้นไปอีกจนพาลไม่อยากจะร่วมงานกับเรา อีกอย่าง ชั้นก็กลัวคุณจะถูกปิดเรื่องนี้เป็นความลับตลอดไป ก็เลยตั้งใจว่าจะมาบอกเอาวันนี้ นี่ชั้นรู้สึกผิดจริงๆนะ”
“ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นหรอก”
“เอ๊ะ?”
“สิ่งที่ผมอยากรู้มากกว่าไอ้เรื่องปิดหูปิดตาพวกนี้ก็คือ.....คุณรู้ใช่มั้ยว่าอาคานิชิกำลังเป็นอะไร”
“..................................”
“เมื่อกี๊คุณบอกว่า อาคานิชิอยากจะทำสิ่งสุดท้ายให้กับคนที่เค้ารัก งั้นก็แสดงว่าคุณรู้เรื่องมาตลอด”
“..........................!!!!.................”
จากเรื่องเดียวกลายเป็นมีสองเรื่อง อุเอดะนั่งตัวตรงแหน่วไม่กระดิกแม้เส้นผมปลิวไหว ยูอิจิฉลาดกว่าที่คิด แล้วดูท่าว่ารอบนี้จะไม่ปล่อยให้อุเอดะเดินออกจากห้องง่ายๆหากไม่เล่าความจริงออกมาทั้งหมด
นี่คิดผิดชัดๆที่มาสารภาพความจริง
คนติงต๊องอย่างหมอนี่ นึกจะโหดก็โหดขึ้นมาเลยรึไง?
“ใช่ ชั้นรู้”
สุดท้ายก็ต้องจำนนต่อทุกสิ่ง อุเอดะถอนหายใจหนักๆแต่ก็ไม่เท่ากับยูอิจิที่แทบจะช็อกตายกับเรื่องพวกนี้
“ช่วยเล่าให้ผมฟัง.....ทุกอย่าง”
“ชั้นก็แค่รู้ว่าอาคานิชิเป็นโรคหัวใจ แล้วก็ไม่ยอมรักษาเพราะว่าคาเมะเป็นเจ้าของมันเท่านั้นเองหนิ”
“ดูท่าจะติดต่อกันมาโดยตลอดเลยสินะ”
“นี่คุณ....ชั้นจะติดต่อใครมันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วยเล่า ที่มาวันนี้ก็แค่อยากมาบอกเพราะชั้นเองก็อึดอัดจะบ้าตายอยู่แล้ว ชั้นเสี่ยงตายแค่ไหนรู้บ้างมั้ย จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องลับของบริษัทแต่เพราะชั้นไม่อยากให้คุณเป็นไอ้จมูกโตโง่ๆคนนึงก็เลยเอามาบอกนี่ไง หวังดีแค่ไหนมองเห็นกันหน่อยเถอะ ถ้ายังเป็นอย่างนี้อีกอย่าหวังเลยว่าจะได้ร่วมงานกันต่อไป..........!!”
อุเอดะฟิวส์ขาดอย่างที่ยูอิจิก็ไม่เคยจะเห็น ถ้าฟังดูให้ดีแล้ว สิ่งที่ยูอิจิเถียงออกไปล้วนแล้วแต่เป็นอาการหึงทั้งหมดทั้งสิ้น เอาเหตุเอาผลหน่อยเจ้านาย อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย
“แล้วเรื่องต้นไม้.......?”
“ต้นไม้บ้าบออะไรเล่า นี่อย่านอกเรื่องได้มั้ย เราคุยอะไรกันอยู่ห๊ะ?!”
โดนอุเอดะแว้ดกลับอีก นั่นเลยทำให้ยูอิจิที่นึกว่าอุเอดะรู้เรื่องบลองก็หยุดพูดลงโดยฉับพลัน ดูท่าจะไม่รู้เรื่องนั้นจริงๆแฮะ
“ก็ก่อนหน้าวันคัดเลือกประมาณ 2 วัน อาคานิชิเค้าโทรมาหาที่บริษัทแล้วก็พูดถึงเรื่องจะล็อกชื่อกับคุณชิมาดะ แต่อยู่ๆคุณชิมาดะเค้าก็โอนสายมาให้คุยกับชั้นเฉยเลย ชั้นก็บอกไปแล้วว่ามันไม่ได้แต่พอผ่านไปประมาณสองชั่วโมงเค้าก็โทรหาผู้บริหารได้ไงไม่รู้ สรุปคือเรื่องที่อาคานิชิขอก็เป็นอันต้องอนุมัติ คาเมะก็ได้ไป”
“ทำไมได้ง่ายขนาดนั้น?”
“ก็จะไปรู้ได้ไงเล่า”
“ทำหน้าเหมือนมีพิรุธ?”
“นี่.......จะเอาไงห๊า!”
“บอกมาดีกว่าว่าความจริงคืออะไร?”
“ก็บอกไปหมดแล้วไง”
“อาคานิชิไม่ได้แค่โทรหาหรอก สำหรับคาเมะแล้วถ้าจะให้ได้ทุกสิ่งเพื่อเค้า อาคานิชิต้องทำมากกว่านั้น”
อุเอดะกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เอากับมันเหอะ นี่มันให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าแดนประหารมาโดยไม่รู้ตัวยังไงก็ไม่รู้
แล้วก็......................
“ก็...เค้าโทรหาครั้งเดียวซะเมื่อไหร่ อาคานิชิเค้าเล่นจิกโทรไปหาท่านผู้บริหารเอาวันที่ประกาศผลนั่นแหละ แล้วก่อนจะประกาศผลนิดเดียว ทางผู้บริหารเค้าก็โทรมาหาชั้นกับคุณชิมาดะ ให้ผลตัดสินออกมาว่าเป็นคาเมะ”
“ว่าแล้วเชียว”
“เอ๊ะ?”
“ผมก็ว่าคาเมะเค้าไม่เหมาะตั้งแต่แรก เค้าดูอ่อนหวานเกินไปที่จะเป็นนักแสดงชายในต้นสังกัดของบริดจ์เอเจนซี่”
ยูอิจิก็มีความคิดเห็นเดียวกันมาตั้งแต่ต้น คาเมะตัวเล็กหน้าสวยแบบนั้น ให้เป็นพระเอกน่ะมันดูไม่เหมาะจริงๆนั่นแหละ
“อย่างว่าล่ะนะ เราทำอะไรได้ ชั้นก็ไม่กล้าขัดศรัทธาอาคานิชิเค้า ที่สำคัญอาคานิชิก็ห้ามบอกเรื่องนี้กับคุณเพราะคุณคงไม่เห็นด้วยแน่ๆ ก็เลยคิดว่าปิดไปตลอดคงจะดีกว่า”
“ช่างเถอะ....อาคานิชิมันเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร กับเรื่องของคาเมะ อะไรดีๆถ้าคาเมะไม่ได้เค้าไม่มีทางยอมหรอก”
นั่นสินะ ในใจก็นึกนับถือจินขึ้นมาเลย ทุ่มเทจนเกินพอดีก็จริง รักมากจนไม่แคร์ตัวเองก็จริง แต่มันก็เป็นแบบนี้แหละ เค้าถึงเรียกว่ามันเป็นรักคนละรูปแบบกันไงล่ะ
“ทัต.....สึ.....ยะ”
“อย่ามาเรียกชั้นแบบนั้นนะ!!”
อุเอดะแว้ดใส่ทำเอายูอิจิงง เมื่อกี๊ยังให้เรียกอยู่หยกๆ สงสัยที่ให้เรียกน่ะคงเพราะอยากทำให้ยูอิจิตายใจก่อนล่ะมั้ง ร้ายนักนะ
“เมื่อกี๊ยังบอกให้เรียก?”
“ก็ตอนนี้ไม่อยากให้เรียกแล้วหนิ”
“รู้ใช่มั้ยว่าตัวเองมีความผิด”
“ก.....ก็............”
“นอกจากจะต้องให้เรียกชื่อแล้ว ต่อไปนี้ต้องไปไหนกับผมให้ตลอด ผมสั่งอะไรก็ต้องทำ เพราะถือว่าจะได้ชดใช้ความผิดไปในตัว โอเค๊?”
“นี่.....จะบ้าเหรอ มีสิทธิ์อะไรมาสั่งชั้น!”
“คนทำผิดมันต้องรับโทษไม่ใช่เหรอ ทัตสึยะ..........”
ได้การละ ยูอิจินี่คิดอะไรได้ไวแล้วแถมยังกลโกงแพรวพราวอีกต่างหาก อุเอดะนี่เหมือนติดกับดักชัดๆ มาแล้วไม่ได้อะไรตอบแทนน่ะอย่าหวังว่านั่นจะเป็นวิสัยของยูอิจิ ไม่มีทางซะล่ะ
“ตกลงไปไหนดี?”
“จะไปไหนก็ไปเถอะ ไปอาบน้ำก่อนไป สกปรก!!!”
“คร้าบบบบบบบบ!!!”
* * *
NewYork 08.47 am.
เช้านี้อากาศหนาวนิดหน่อย โดยเฉพาะเมืองนิวยอร์คแล้ว ถึงแม้จะมีตึกรามใหญ่โตรถราสัญจรไปมามากมายเพียงใด แต่ปรากฏการณ์กรีนเฮาส์เอฟเฟคก็ไม่ทำให้อากาศที่พัดไหวเข้ามาลดความหนาวลงไปได้เลย แน่นอน คนที่อยู่ภายในที่พักอาศัยก็ยังคงนอนแหงกเป็นลูกแมวขี้เซาอยู่อย่างนั้น อย่างเช่นคนตัวเล็กที่นอนอยู่ใต้กองผ้าห่ม หลับแน่นิ่งยังกับลืมวันลืมเดือน นอนคุดคู้อยู่คนเดียวบนเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงท่าทางยังกับคนอดหลับอดนอนมานานหลายปี อย่างว่าล่ะนะ คาเมะไม่ได้นอนที่อุ่นๆดีๆอย่างนี้มาตั้งนาน ก็มีบ้างที่อยากจะใช้เวลาตรงนี้ให้นานและคุ้มค่าที่สุด
แต่ว่า....เรื่องของมารผจญแล้ว...........
มันเข้าใครออกใครซะที่ไหนเล่า?
“จิน.........หนาว.........”
ดวงตาคู่กลมยังคงหลับพริ้มแต่ปากเธอยังคงขยับเรียกใช้บริการผ้าห่มพูดได้อย่างใครบางคน มือก็ปัดป่ายควานหาผ้าห่มผืนอุ่นๆหนาๆที่กอดตัวเองเมื่อคืน แต่ไม่ยักกะมีเสียงตอบรับซักที
“กอด..........กอดหน่อย.......”
ละเมอได้น่ารักน่าชังซะจริง แต่เสียดายที่ตอนนี้...........คนที่ควรจะเห็นเค้าไม่อยู่นี่สิ???
“อืม....ม.................”
ดวงตากลมแป๋วได้เวลาที่จะลืมมันขึ้นมาพบแสงของวันใหม่แล้ว ในเมื่อที่เรียกไม่มีอาการตอบรับตามที่คาเมะพูด ไอ้ตัวเล็กนี่ก็เลยได้เวลาที่จะตื่นขึ้นมามองหาคนตัวใหญ่ที่อยู่กับเค้าเมื่อคืน ร่างบอบบางลุกขึ้นยันตัวด้วยแขนทั้งสองข้าง หน้าก็ยังงัวเงีย ปากเล็กๆช่างพูดนั่นก็ยังอ้าหาวหวอดๆ แล้วพอตั้งตัวนั่งได้ก็มองหาเป็นอันดับแรก ตาจะลืมไม่ขึ้นอยู่แล้วน้าคาเมะจัง
“อ้วนหายไปไหน”
แน่นอน ห้องมีไม่กี่สิบตารางเมตร แล้วตัวใหญ่ๆอย่างจินหาง่ายจะตายไป แต่ตอนนี้น่ะจินหายไปซะเฉยๆ คงจะกลับไปที่ห้องตัวเองแล้วล่ะมั้ง ร่างบางคิดได้แบบนั้นก็ยันตัวคลานเข่าจะลงจากเตียง แต่ว่า.......
“อ๊า......!”
“ตุ่บ!”
เสียงตกยังกับเสียงก้อนหิมะหล่นลงมากระทบพื้นดินยังไงยังงั้น คาเมะคลานมาถึงขอบเตียงแต่ดันเหยียบเอาปลายผ้าห่มจนเท้าเกี่ยวเข้ากับมันก็เลยกลิ้งตกเตียงลงไปนอนแปะเป็นแมวโดนทิ้งอยู่ที่พื้น ร่างบางออกสีหน้าว่าเจ็บที่หัวชะมัด แหงล่ะ เล่นไถลลงไปแบบนั้น ส่วนแรกที่โดนมันก็ดันเป็นหน้าผากใสๆไปซะนี่
“โอ๊ยยย.....เจ็บ..........”
มือเล็กลูบหัวตัวเองป้อยๆ แล้วก็ต้องยันตัวลุกขึ้นมานั่งอยู่แบบนั้นเพราะดูท่าจะมึนหัวจนเดินไปไหนไม่ไหวซะแล้ว
แล้วตอนนั้นนั่นแหละ ไอ้คนที่อยากเจอแต่เช้าก็ดันเข้าห้องมาจนได้.....
“ไปนั่งทำอะไรอยู่ตรงนั้นห๊ะ?...คาเมะ”
จินเปิดประตูเดินเข้ามาในห้องกะว่าจะมาดูว่าร่างบางตื่นรึยัง แต่พอเข้ามาปุ๊บก็เห็นไอ้ตัวเล็กเจ้าปัญหานั่งลูบหัวตัวเองใหญ่เลย แล้วแถมที่ขอบตากลมแป๋วนั่นยังดูเหมือนว่ามีน้ำใสๆรื้นอยู่ที่ขอบตาอีก ทำเรื่องซุ่มซ่ามอะไรอีกแล้วสิน้า?
“นี่นอนตกเตียงสิท่า”
จินจะเข้ามาช่วยแต่ก็อดไม่ได้ที่จะขอยืนขำก่อน ดูท่าเค้าสิ นั่งจุมปุ๊กอยู่ที่พื้น ปากเบะจะร้องไห้อยู่ไม่กี่อึใจนี้แล้ว
“ไม่ได้นอนตกเตียงนะ!”
ปากเล็กๆนั่นเถียงไม่ลดราวาศอก มือก็ได้แต่ลูบหัวตัวเองปิดป้องรอยแผลช้ำๆนั้นไม่ให้จินเห็น แต่ปิดมิดที่ไหน ก็จินน่ะอยู่ๆก็เดินมาแล้วนั่งแหมะอยู่ตรงหน้าคาเมะทันที แถมมือใหญ่ๆนั่นยังเอื้อมมาจับมือคาเมะเอาไว้แล้วพยายามจะดึงออกเพื่อจะดูแผลที่หัวอีก แต่คาเมะก็ดื้อแพ่งไม่ยอมให้ดูจนจินต้องกระชากมือเล็กนั่นออกแรงๆนั่นแหละถึงได้เห็นว่ารอยแผลมันเป็นยังไง?
“ไม่เป็นไรหรอกน่า!”
ไอ้ตัวเล็กมันยังคิดจะดื้อต่ออีกให้ตายสิ
“ไม่เป็นไรบ้าอะไรล่ะ เขียวขนาดนี้ แถมโนอีกต่างหาก”
“โอ๊ยย....จับเบาๆสิ!”
ผิวบอบบางแบบนั้น โดนอะไรนิดนึงก็เป็นรอยซะแล้ว เรื่องนั้นจินเข้าใจดี เพราะคาเมะก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก และคนที่รักษาให้สุดท้ายมันก็เป็นจินทุกทีไป
“ตัวแสบ....ขนาดตื่นนอนก็ยังจะซน”
“นี่...ไม่ช่วยอย่ามาว่ากันได้มะ!”
“คาเมะก็ชอบโวยวายแบบนี้ทุกที”
“ก็จินชอบพูดอะไรขัดใจหนิ”
“งั้นถ้าไม่พูดทั้งวันดีมั้ย จะได้ไม่ขัดใจคาเมะ”
“ไม่ต้องมาประชดเลยนะอ้วน”
“ใครอ้วน?”
“ก็จินไง อ้วนหมูตอน”
“พูดว่าเค้ายังกะตัวเองไม่อ้วนงั้นแหละ”
“ตัวเล็กกว่าจินแล้วกัน”
เก่งชะมัด ต่อปากต่อคำล่ะก็คาเมะเป็นที่หนึ่ง จินไม่ได้โมโหอะไรเลยแต่รู้สึกขำมากกว่าที่คาเมะคนเดิมก็กลับมาเหมือนกัน ต่างคนต่างรอ แล้วต่างคนก็ได้ตามอย่างที่ฝัน
“ไม่เจ็บหรอกใช่มั้ย คาเมะเข้มแข็งจะตาย”
“อ๊ะ......”
รอยแผลที่เต็มไปด้วยอาการเจ็บตุบๆบัดนี้โดนแทนที่ด้วยไออุ่นร้อนจากริมฝีปากกลีบหนาที่ประทับลงบนรอยแผลอย่างแผ่วเบา คำปลอบโยนกับรอยยิ้มที่ทาบทับความเจ็บนั้น มันช่างบรรเทาได้ดีเหลือเกิน มือเล็กสองข้างถูกมือใหญ่คู่นั้นกอบกุมไว้และเลื่อนลงที่ข้างตัวโดยอัตโนมัติ ดวงตากลมหลับพริ้มด้วยสัมผัสแผ่วเบานั้นอ่อนโยนจนแทบจะล่องลอย
“หายเจ็บรึยัง”
“อ....อือ”
ร่างบางพยักหน้าเบาๆ เสียงเงียบลงราวกับห้องนั้นโดนมนตร์สะกด ไม่ทันจะได้รู้ตัว มารู้สึกตัวอีกทีคาเมะก็นั่งอยู่บนตักจิน แถมยังนั่งอยู่ในอ้อมกอดเค้าซะด้วย
“เป็นอะไร เงียบเชียว”
“ป..เปล่า”
“เปล่ายังไง ก็คาเมะเงียบ”
“ก..ก็จินกอดแน่น”
“ชั้นหนาวหนิ”
คำแก้ตัวหน้าไม่อายดังมาจากร่างสูงที่กกกอดร่างเล็กอยู่ในอก อยากกอด อยากกอดให้ตลอดไป และแน่นอนจะไม่มีทางปล่อยให้ร่างเล็กๆนี้ไปไหนอีกแล้ว
“คาเมะ..........”
“..............................”
“ขอจูบได้มั้ย?”
คำพูดสั้นๆแต่บ่งบอกถึงความปรารถนาในใจของจินได้ดียิ่งนัก คาเมะรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองเต้นรัวเร็วและกำลังสัมผัสกับแรงเต้นของหัวใจของอีกคนร่างบอบบางเงยหน้ามองและหยุดสายตาไว้เพียงคางคมของร่างสูงเท่านั้น ดวงตาที่คมกล้า คาเมะไม่กล้าจะสบกับมัน เพราะกลัวตัวเองจะถลำลึกและถ้าไม่คิดมากเกินไป จากนี้มันคงไม่ใช่แค่จูบแน่
“แค่จูบเอง.........นะ”
“.............................”
“ได้มั้ยคาเมะ”
“................................”
“ไม่ได้เหรอ?”
“แค่นิดเดียวนะ”
คำอนุญาตเล็กๆนั้นทำให้รอยยิ้มของจินคลี่ออกเหมือนเด็กน้อยที่กำลังดีใจเพราะได้ของเล่น อ้อมกอดแข็งแรงกระชับตัวบอบบางให้มากกว่าเก่า ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันอย่างเด่นชัดเมื่อคนสองคนหันหน้ามาสบสายตาซึ่งกันและกันและระยะห่างของใบหน้านั้นไม่ได้ไกลกันเกินหนึ่งเซนต์เลยด้วยซ้ำ หัวใจนำพา เมื่ออีกคนเรียกร้อง แล้วอีกคน....จะไม่ตอบสนองหน่อยหรือ?
“อืม...ม.........”
กลีบปากที่ฉาบด้วยความหวานและอบอุ่นแนบสนิทบดเบียดซึ่งกันและกันอย่างจงใจ แขนเรียวเล็กถูกยกขึ้นโอบรอบคอของคนที่ตัวใหญ่กว่าเพื่อยึดหลักหากรสจูบรุนแรงไปเกินกว่านี้ ใช่....สัมผัสอันบางเบานั้นได้เกิดเป็นความร้อนแรงอย่างหาที่เปรียบมิได้ เมื่อริมฝีปากของทั้งคู่ซึ่งบดเบียดกันแต่เพียงผิวเผิน ตอนนี้ลิ้นร้อนก็ถึงเวลาที่จะได้ทำหน้าที่ของมันบ้างแล้ว คนตัวสูงส่งมันเข้าไปก่อนแล้วควานหาของอีกคนอย่างกระหายหิว คาเมะไม่ค่อยคุ้นเคยมากนักแม้จะเคยโดนจูบอย่างนี้ จะด้วยโดนจินแกล้งหรืออะไรก็แล้วแต่ คาเมะไม่เคยรู้สึกชินกับมันเลย แต่จากนี้ คาเมะคงต้องคิดใหม่ได้แล้ว เพราะสายใยบางๆของคนสองคนมันทอเข้าด้วยกัน และแน่นอน เรื่องแบบนี้ก็ต้องเกิดขึ้นบ่อยๆแน่ นั่นเลยทำให้ร่างบอบบางที่กอดคอคนตัวสูงแน่นหนา ต้องตอบสนองรสจูบนั้นกลับไปด้วยความหนักหน่วงเช่นกัน มันทั้งร้อนแรง ทั้งอ่อนหวาน และเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่หาที่ไหนไม่ได้ ถ้าคนสองคนไม่รักกัน รสจูบแสนหวานนี้มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?
เสียงครางถูกเปล่งออกมาจากคนทั้งคู่ คาเมะหลงใหลมันเกินกว่าจะถอนออกมาได้แล้ว ดวงตาหลับพริ้มสนิทแนบ แก้มขาวถูกไอร้อนที่พลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่างกายตีซ่านจนทำให้มีสีแดงฝาดไปทั่วทั้งผิว เรือนกายถูกอ้อมแขนแข็งแรงกระชับเข้ามามากขึ้น มากขึ้น และจูบอันแสนร้อนแรงและน่าหฤหรรษ์ก็ยังคงดำเนินต่อไปจนดูเหมือนว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด ดวงตาคมเหลือบมองใบหน้างดงามที่ใกล้กันเพียงไม่กี่มิลอยู่บ่อยครั้ง คาเมะทั้งสวย อ่อนหวาน และน่ารัก ซ้ำร้าย ความสวยงามที่จินเห็นก็ยังกล้าพิชิตหัวใจจินได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ยอมไปแล้ว กับคนๆนี้ ไม่เคยตัดใจ ไม่เคยขาดได้เลยแม้แต่วันเดียว เชื่อมั้ย ขอแค่วันนึงให้จินได้เห็นหน้า ถึงแม้ว่าจะเป็นใบหน้าที่ง้ำงอและไม่สบอารมณ์จินเพียงใด จินก็ดีใจที่ได้มองมัน รักมากสินะคนๆนี้ ถ้าไม่รัก คงไม่ตามมาถึง 10 ปี
“อ....อื้อ.....อ๊ะ.....!”
เดาไม่เคยผิดพลาดเลย คาเมะคิดไว้เสมอว่ามันต้องเกินเลย แล้วในที่สุดก็เกิดขึ้นจริงเมื่อมือของจินดันสอดเข้าไปใต้ร่มผ้าและสัมผัสผิวกายเนียนขาวเป็นครั้งแรก ไอร้อนจากมือสากของจินทำเอาคาเมะสะดุ้งทั้งตัว แต่กลับไม่ผละออกมา ทั้งที่กลัวและคิดไปไกลว่ามันต้องเกิดเรื่องอย่างว่าขึ้นแน่ๆ แต่ก็ไม่ทำ
หรือว่าคาเมะจะยอม
สมควรแล้วใช่มั้ย ณ เวลานี้
หรือว่ายังไม่ควรดี
ให้ตายเถอะ ใจเต้นแรงจะบ้าตายอยู่แล้ว........
“คาซึ...................”
ลมหายใจที่หอบหนักหลังจากจูบรสร้อนได้เคลื่อนออกจากกัน ผสมปนเปกับคำพูดบางคำที่ทำให้คนที่ได้ยินอย่างคาเมะใจแทบละลาย ชื่อที่เอาแต่ฝืนไม่อยากจะให้คนตัวสูงเรียก พอมาได้ยินอีกทีกลับรู้สึกตื้นตันจนหัวใจมันพองโตแน่นอก มือร้อนของจินปัดผ่านผิวเนียนที่แผ่นหลังบางเบา ส่งผ่านอีกมือนึงช่วยลูบไล้ผิวใสอีกแรง มาถึงตอนนี้ คาเมะกลับไม่รู้สึกอะไรแล้วนอกจากคำเรียกที่จินเรียกตนอย่างอ่อนโยน
“จิน............”
ร่างบางเรียกกลับด้วยความรู้สึกเดียวกัน ความรู้สึกแบบไหนคงไม่จำเป็นต้องบอก เพราะคนสองคนรู้กันด้วยหัวใจ จินยิ้มบางเบาใกล้กับแก้มนุ่มและมองดวงหน้าอ่อนหวานอย่างหลงใหล ริมฝีปากกลีบหนาลากไล้จากแก้มขาวนวลลงสูงลำคอยาวระหงที่มีพื้นที่น่าฝากรอยรักยิ่งนัก คาเมะเอียงคอหลบสัมผัสนั้นแต่ท่าทางมันเหมือนกับจงใจจะเผยผิวขาวให้อีกคนได้รุกล้ำเสียมากกว่า
“มือจินร้อน”
“แต่ตัวคาเมะนุ่ม”
เมื่อวานกอดตั้งคืนนึงยังไม่พอใจอีกเหรอ”
“ก็นั่นมันกอดผ่านผ้า แต่ตอนนี้จับเข้าเต็มๆเลย”
“ลามก....เอามือออกไปเลยนะคนอ้วน”
“คำก็อ้วน สองคำก็อ้วน”
“ก็จินอ้วนจริงๆนี่นา”
“เดี๋ยวเถอะ”
“ทำไม จินจะทำอะไรชั้น..............”
“.....................................”
“ว่าไง อ้วนจะทำอะไรชั้น”
“........................”
“................................”
“ก็จะรักไปจนตายเลยไง”
หายใจจนแทบไม่ออกแล้ว ตอนนี้หัวใจที่มันพองโตอยู่ก่อนมันยิ่งจะพองมากขึ้นไปอีก คำก็รัก สองคำก็รัก จินพูดอย่างนี้ทุกที แต่ถึงไม่พูด คาเมะมองตาจินก็รู้ไปถึงไหนๆ
ที่สำคัญ ความรักในแววตานั้นคาเมะก็รู้มาตั้งนานแล้ว
“จ.....เจ็บหัว”
คาเมะเปลี่ยนเรื่องโดยไวอย่างที่ใครๆก็ตามไม่ทัน ร่างบางยังคงนั่งบนตักและกอดร่างสูงเอาไว้ไม่ปล่อย ทว่าดวงตาที่เอาแต่มองจินกลับเสมองไปทางอื่นอย่างจงใจ จินได้แต่ยิ้มกับตัวเองและพยักหน้าบอกว่าเข้าใจทุกอย่าง เอาเถอะ ก็รู้ว่ายังไม่พร้อม
“สงสัยต้องปิดผ้าพันแผลแล้วมั้ง พันให้รอบหัวเลยดีกว่า”
จินเปลี่ยนอารมณ์มาหยอกล้อร่างบางที่กำลังนั่งเงียบไม่พูดไม่จา ร่างสูงหัวเราะทะเล้นพาเอาคนตัวเล็กเลิกคิดมากไปได้ ท้ายที่สุดร่างบางก็คลี่ยิ้มน่ารักออกมาแล้วยกกำปั้นทั้งสองข้างวางลงบนแก้มจินแล้วบีบจนปากยู่ไปเลย
“เลือดไม่ไหลซะหน่อย”
“ก็ดูคาเมะเจ็บขนาดนั้น”
“ก็เจ็บ แต่จินช่วยดูแลก็คงหายไว”
“แล้วชั้นเคยบอกเมื่อไหร่ว่าชั้นจะไม่ดูแล วันนี้ไม่ต้องเซ็ตผม เอาผมปิดไว้อย่างนี้ก็ไม่เห็นแล้ว นี่ไง....ทำอย่างนี้”
จินเอามือขยำขยี้เส้นผมร่างบางที่นั่งบนตักจนยุ่งเหยิง คาเมะหัวเราะร่าเพราะจินไม่แค่ขยี้ผมอย่างเดียวแต่ยังเลื่อนมือมาจี้เอวบางๆให้ดิ้นเล่นอีก แล้วกว่าจะเลิกก็เล่นเอาเหนื่อยไปทั้งคนจี้กับคนโดนจี้เลย
“ลุกเร็ว จะพาไปเที่ยว แล้วเดี๋ยวตอนกลางคืนจะพาไปดูบรอดเวย์”
“จริงเหรอ!?”
ร่างบางลุกพรวดตามร่างสูงที่ลุกขึ้นยืนไปก่อน ด้วยความดีใจแขนเรียวเล็กก็เผลอกอดเอวหนาๆทางด้านหน้าอย่างไม่ได้ตั้งใจ จินมองอาการร่าเริงแบบนั้นก็อดที่จะยิ้มไม่ได้
“ก็จริงสิ โชคดีน้าที่ตามหาคาเมะเจอก่อน เราน่ะ ต้องไปดูงานตามกำหนด แล้วก็ตรงกับวันนี้พอดี ไม่เสียเที่ยว”
“อื้อ!”
“งั้นไปอาบน้ำ เดี๋ยวถ้าเสร็จแล้วก็ไปเคาะห้องชั้นนะแล้วเราไปกันเลย”
“คับพ้ม!”
ร่างบางดีใจเกินเหตุไปมั้ยเนี่ยะ แต่มันก็น่ารักไปอีกแบบนะ พอเห็นท่าทางแบบนั้นแล้วจินก็ขอตัวออกจากห้องไปก่อนที่ใจมันจะเต้นเร็วไปมากกว่านี้ คาเมะในชุดนอน น่ารักเซ็กซี่แบบนั้น นี่อดใจไหวหรอกถึงได้หยุดแค่มือให้ลูบไล้อย่างเดียว ความจริง จินเก็บอารมณ์ไหวซะที่ไหน ผิวนุ่มนิ่มขนาดนั้น ตัดใจยากจะตาย
แต่ไอ้ที่ตัดใจไม่ได้ก็มีอยู่อย่างเดียว
คำว่ารักของคาเมะนั่นแหละ
นานแค่ไหนถึงจะได้ยินจากปากเจ้าตัวซักที?
* * *
“คุณลุงคะ ช่วยดูแลให้ดีด้วยนะคะ จดหมายบนต้นไม้นั่นอย่าให้ปลิวไปแม้แต่ฉบับเดียว”
“ครับคุณหนู เชื่อใจผมได้ครับ”
“ขอบคุณมากนะคะ”
หญิงสาวโค้งให้ผู้อาวุโสกว่าอย่างนอบน้อมแม้ว่าชายแก่จะเป็นเพียงคนที่ดูแลพื้นที่กว้างบริเวณนี้เท่านั้น ต้นไม้ต้นใหญ่ที่ตั้งตระหง่านเด่นชัดท่ามกลางพื้นหญ้าสีเขียวขจีสุดบริเวณ ซายูริมองแล้วก็ได้แต่ยิ้มกับตัวเองเงียบๆ อีกไม่นานนักหรอก พื้นที่ข้างๆต้นไม้นั้น จินคงได้มานอนสงบนิ่งที่นั่น
“ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วยนะจิน”
ซายูริถามกับตัวเองเงียบๆ คุณลุงที่ยืนอยู่ใกล้ๆก็ได้แต่ยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยน ซายูริเคยบอกกับคุณลุงเฝ้าที่แค่ว่าเพื่อนของเค้าจะมาอยู่ที่นี่ในอีกไม่ช้า เหมือนคุณลุงจะเข้าใจ จึงได้ดูแลที่นี่เป็นอย่างดี
“หนูฝากด้วยนะคะ แล้วเป็นไปได้หนูจะมาดูทุกอาทิตย์เลย”
“ครับคุณหนู วางใจเถอะครับ”
ชายแก่ค้อมศีรษะลงเพียงนิดเพื่อบอกว่ารับรู้ในคำสั่งนั้น ซายูริโค้งกลับและยิ้มรับเพียงบางเบา ก่อนจะถอนหายใจเหนื่อยๆออกมาคนเดียว เท้าสองข้างค่อยๆถอยเดินออกจากที่นั่นอย่างช้าๆ ปล่อยเพียงชายแก่หน้าตาใจดีมองต้นไม้ต้นนั้นเพียงลำพัง
ซายูริเองคิดว่า ในตอนนั้นจะกลับไปที่ทำงาน
แล้วก็จะเคลียร์งานเพื่อเตรียมกลับบ้านพักผ่อนซะให้สบายใจ
แต่ยังไม่ทันที่มือเรียวสวยนั้นจะเอื้อมไปถึงที่เปิดประตูรถ??
“โฮริคิตะ ซายูริสินะ?”
เสียงเรียกที่แสนเย็นเยียบพลันทำให้หญิงสาวตกใจจนก้อนเนื้อด้านซ้ายมันเต้นรัวโดยอัตโนมัติ ดวงหน้าเนียนสวยเพียบพร้อมไปด้วยความเป็นกุลสตรีหันขวับกลับไปมองต้นเสียงที่ส่งมาด้วยความน่าหวาดกลัว แต่เพียงแค่หางตา ซายูริก็จำได้อย่างรวดเร็วว่าเสี้ยวหน้านั้นเป็นของผู้ชาย................บางคน?
“นาย.......!!”
“ตกใจมากเลยเหรอซายูริ”
นายมาทำอะไรที่นี่!”
“ประเทศนี้ไม่ใช่ของใครคนนึง แล้วทำไมชั้นจะเหยียบบ้างไม่ได้”
แค่คำพูดซายูริก็คิดว่าถึงไม่มองหน้าก็รู้ดีว่าเป็นใคร ดวงตาที่เหี้ยมเกรียมมากกว่าเดิมอีกหลายร้อยหลายพันเท่า รอยยิ้มเหยียดที่มุมปากข้างหนึ่ง แล้วยังจะสีหน้าที่บ่งบอกว่าต้องการชัยชนะให้ได้ในเร็ววันนั้น จะเป็นใครไปได้....................
“จำชั้นไม่ได้เหรอ..........ชั้นเรียวไง..........”
ซายูริก็รู้ดีว่าใคร ถึงแม้ไม่ได้เห็นหน้าเรียวมานาน ซายูริก็ยังรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้เปลี่ยนไปมากเหลือเกิน ไม่ใช่รูปร่างหน้าตา แต่เป็นนิสัยที่รวมไปถึงกมลสันดานในตัวนั้น มันแผ่ออกมาเด่นชัดเสียจน..........ราวกับมีรัศมีความเลวสายแฉง??
ซายูริไม่อยากจะมาเสียเวลาพูดกับคนพรรค์นี้อีกแล้ว หญิงสาวรีบเปิดประตูรถเพื่อที่จะพาตัวเองเข้าไปนั่งแล้วขับออกไป แต่ยังไม่ทันที่จะเปิดมันออก ร่างของเรียวก็รุดเข้ามาใกล้แล้วกระชากประตูออกจนร่างซายูริเซจนเกือบจะล้มลงไปที่พื้น พลันข้อมือเล็กนั่นก็โดนกระชากเปรียบแรงของประตูไปด้วย
“เธอห้อยอะไรไว้บนต้นไม้น่ะ ชั้นว่าเหมือนต้นขยะดีๆนี่เอง”
“มันไม่เกี่ยวอะไรกับนาย”
“แต่มันคงเกี่ยวกับคาเมะสินะ”
“นี่นาย........!”
“แล้วก็คงเกี่ยวกับไอ้จินด้วย เกี่ยวกับบลอง....ใช่มั้ย ชื่อนี้ชั้นเรียกถูกรึเปล่า”
ใจยังไม่อยากจะยอมรับให้เชื่อในสิ่งที่เรียวพูดออกมา หมอนี่รู้ทุกอย่าง รู้แม้กระทั่งชื่อนามแฝงของคนเขียนจดหมายตัวจริง และเหมือนจะรู้เรื่องความเป็นไประหว่างจินกับคาเมะอีกด้วย แต่ว่า........จะรู้ได้ยังไงถ้าหากไม่สืบจนแน่ใจ..........หรือไม่............ใครบางคนที่เกี่ยวข้องก็อาจถูกเรียวตามมาตลอด?
“บลองบ้าบออะไรของนาย!”
“นี่.....อย่าโวยวายมีพิรุธอย่างนั้นสิซายูริ อย่าบอกนะว่าเธอไม่รู้เรื่องของไอ้บลองนั่นมาตลอด”
“มันไม่ใช่ธุระที่นายจะต้องมายุ่ง!”
เพราะคิดว่าหมดเวลาเสียทีที่จะต้องมายืนพูดคุยกับคนบ้าแบบนี้ ซายูริไม่อยากจะต่อความให้ยืดยาว หญิงสาวสลัดข้อมือตัวเองออกเต็มแรงและพยายามจะเข้าไปนั่งในตัวรถ แต่พอจะปิดประตู เรียวกลับเอามือมาสกัดประตูไม่ให้ปิดเอาไว้อีก
“แล้วถ้าชั้นบอกคาเมะ เรื่องนี้มันจะเป็นยังไง?”
“หึ....คาเมะเค้าคงเชื่อนาย”
“มันก็ไม่แน่หรอกนะ ว่าแต่......เธอไม่อยากคิดเหรอ ว่าถ้าคาเมะเค้าเชื่อชั้นขึ้นมาจริงๆ อะไรมันจะเกิดขึ้น คราวนี้ อย่าว่าแต่เกลียดเลย ถ้าฆ่าได้ชั้นว่าคาเมะฆ่ามันแน่”
ไม่มีแม้เสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมาจากผู้ชายคนนี้ แต่เพียงแค่รอยยิ้มเหยียดซึ่งเค้าส่งมาให้ ซายูริก็คิดว่า ทุกอย่างที่เรียวจะทำมันไม่ยากเลยหากทุกอย่างเกิดขึ้น ซายูริทำได้แค่เพียงคิด ตัวเองก็ไม่อยากจะคิดไปถึงขั้นนั้น เพราะเชื่อว่ายังไงคาเมะก็ต้องเข้าใจจิน คาเมะไม่ใช่คนใจร้ายแบบนั้น เพราะคาเมะ..........ก็รู้สึกเหมือนกับที่จินรู้สึก?
“ออกไปให้พ้น!”
ไม่ทันคิดอะไรซายูริก็ใช้กำลังทั้งหมดผลักเรียวออกไปจากตัวรถแล้วรีบปิดประตูล็อกก่อนที่จะเหยียบคันเร่งพาตัวเองออกไปจากสถานที่นั้นทันที ปล่อยทิ้งคนที่มองตามด้วยดวงตาอารมณ์ ไม่รู้ว่าเป็นแบบไหนกันแน่?
หากทุกอย่างเป็นอย่างที่เรียวบอก
แล้วจากนี้.........ชีวิตของจินจะจากโลกนี้ไปด้วยสภาพแบบไหนกัน?
*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*---To Be Con---*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*






